ฝึกสมาธิมีผลต่อสุขภาพ

Posted by: | Posted on: June 15, 2017

สมาธิบำบัด (Meditation Healing) เป็นอีกหนึ่งการรักษาที่ในปัจจุบันเป็นเทรนด์ที่กำลังมาแรงและเป็นที่นิยมกันในหมู่คนทำงานไปจนถึงผู้สูงอายุ สมาธิบำบัดจะยึดหลักการง่าย ๆ จากคำกล่าวที่ว่า “จิตใจที่ดีและใสสะอาด ย่อมตามมาด้วยร่างกายที่แข็งแรง” โดยพื้นฐานแล้วจะเป็นการนั่งสมาธิเพื่อให้จิตใจปลอดโปร่ง

โดยยึดหลักการฝึกจิตใจตามแบบพุทธศาสนา ผสมผสานกับแนวคิดปัจจุบันเพื่อให้เกิดการบำบัดและรักษาเยียวยาสภาพทางจิตใจขึ้นนั่นเอง แน่นอนว่าการทำสมาธิบำบัดสามารถทำได้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นผู้ป่วยทางจิตเวชหรือแม้แต่คนปกติทั่วไปวิธีการทำสมาธิบำบัด  การทำสมาธิบำบัดไม่แตกต่างจากการนั่งสมาธิปกติของชาวพุทธเลย วิธีการหลักๆ ก็คือ ปล่อยวางจากความคิดและทำให้สมองปลอดโปร่งโดยการนั่งหลับตาและกำหนดลมหายใจเข้าออกให้เป็นจังหวะสม่ำเสมอ โดยจุดสำคัญในการนั่งสมาธิเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดก็คือ  1 สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ และปล่อยออกมาจนสุด อย่างสม่ำเสมอ  2 นั่งสมาธิในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและเป็นพื้นที่ที่มีความสงบเงียบ  3 ทำจิตใจให้ปลอดโปร่งและปล่อยวางจากความคิดทั้งหมด  4 ทำอย่างสม่ำเสมอทุกวันอย่างน้อยวันละ 30 นาทีต่อครั้ง ซึ่งจุดนี้ผู้ปฏิบัติอาจจะทำกี่ครั้งต่อวันก็ได้ตามความสะดวกและเวลาว่างที่มี

ประโยชน์ที่ได้จากการทำสมาธิบำบัด   ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการกล่าวถึงสมาธิบำบัดในบทความนี้จะมุ่งเน้นในเรื่องสุขภาพเชิงวิทยาศาสตร์เท่านั้น ซึ่งประโยชน์หลัก ๆ ที่จะได้รับเมื่อทำสมาธิบำบัดจะมีดังนี้

มีพัฒนาการทางสมองและความคิดที่ดีขึ้น  การทำสมาธิบำบัดในขณะที่เราทำอยู่ทั้งจิตใจและสมองก็จะปลอดโปร่ง ซึ่งเป็นเหมือนกับการทำให้สมองของเราได้รับการพักผ่อนที่ดีเช่นเดียวกับการนอนหลับ แต่ผลที่ได้จะมีประสิทธิภาพดีกว่าการนอนหลับปกติเพราะสมองจะมีการจัดเรียงระบบทางความคิดที่ดีขึ้นจากการที่เรากำหนดลมหายใจและสูดเข้าออกอย่างเป็นจังหวะ การสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ จะทำให้มีจำนวนออกซิเจนเข้าไปหล่อเลี้ยงสมองได้อย่างเพียงพอ (การนอนหลับปกติการหายใจจะสั้นกว่าประกอบกับช่วงกลางคืนจำนวนออกซิเจนจะน้อยกว่ากลางวัน) แน่นอนว่าหลังจากนั่งสมาธิเสร็จเมื่อสมองเริ่มกลับมาทำงานใหม่อีกครั้งก็จะสามารถคิดวิเคราะห์และมีพัฒนาการที่ดีขึ้น.   ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth





Comments are Closed