ขนมไทยที่ใครๆ ก็ทำได้ ขายได้ขายดี

Posted by: | Posted on: December 29, 2017

ขนมไทยที่ใครๆ ก็ทำได้ ขายได้ขายดี หากคุณเป็นอีกคนหนึ่งที่อยากฝึกฝนฝีมือการทำขนมไทย วันนี้เรามีสูตรความอร่อย พร้อมขั้นตอนการทำมาฝากเพื่อนๆ ค่ะ

สมัยนี้จะหาขนมไทยอร่อยๆ กิน ก็หายากเต็มที ครั้นจะออกไปซื้อตามร้านเด็ดร้านดังก็อยู่ไกล เดินทางไปไหนทีก็คงไม่สะดวก เพราะสภาพการจราจรบ้านเราไม่เอื้ออำนวยเลย เมื่อหาซื้อยาก ถ้าจะลองลุ้นทำเองดูบ้าง ก็น่าสนุกดีนะคะ ถ้าคุณเป็นคนที่ชื่นชอบการทำ ขนม หรือวันว่างก็มักจะทำอาหารอยู่เสมอ หากฝึกบ่อยๆ ก็น่าจะช่วยได้ วันนี้เราก็มีสูตรและขั้นตอนการทำขนมไทยมาฝากค่ะ หลังจากที่ชำชองแล้ว ไม่แน่นะคะว่า คุณอาจจะได้เป็นแม่ค้าขายขนมไทยขึ้นชื่ออีกหนึ่งร้านก็ได้

1.ขนมเบื้อง

ส่วนผสม

ตัวแป้ง

แป้งข้าวเจ้า1½ ถ้วย
แป้งถั่วเขียว1/2 ถ้วย
น้ำตาลทราย2 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่1 ฟอง (ใช้ไข่แดงผสมน้ำคนให้เข้ากัน)
น้ำ1/2 ถ้วย
น้ำปูนใส1/2 ถ้วย
ครีม

ไข่ขาว3 ฟอง
น้ำตาลทราย½ ถ้วย
น้ำมะนาว ½ ช้อนชา
ฝอยทอง½ ถ้วย

วิธีทำ

ขนมเบื้องไทยปัจจุบันนี้จะแตกต่างจากขนมเบื้องไทยโบราณ คือ มีการเพิ่มครีมเข้าไป โดยใช้ไข่ขาวกับน้ำตาลตีให้ขึ้นฟูคล้ายเมอแร็งก์ ในส่วนของไส้หวาน มักนิยมใส่ฝอยทอง มาลองทำกันดูเลยดีกว่าค่ะ

เริ่มจากการทำแป้งขนมเบื้องก่อนนะคะ หาภาชนะสำหรับผสมแป้งมาเตรียมไว้
จากนั้นใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งถั่ว และน้ำตาลทราย คลุกให้เข้ากัน ใส่ไข่แดงที่ผสมน้ำเพิ่มลงไป
คลุกให้เข้ากัน ค่อยๆ เทน้ำปูนใสลงไปผสมทีละน้อย นวดพอให้แป้งจับตัวเป็นก้อน นวดไปเรื่อยๆ และสังเกตดูว่าแป้งนั้นขึ้นเงาและนุ่มมือ คลายแป้งด้วยน้ำปูนใสที่เหลือจนหมด นวดคลายแป้งต่อจนแป้งที่ทำการละลายนั้นไม่เป็นเม็ด เสร็จแล้วให้ปิดฝาหมักไว้ 1 ชั่วโมง เตรียมทำตัวครีมกันต่อเลยค่ะ หาภาชนะใส่ไข่ขาวแล้วตีจนขึ้นฟอง ค่อยๆ ใส่น้ำตาล และน้ำมะนาวลงไป ตีจนขึ้นยอดแล้วพักไว้

มาถึงขั้นตอนการทำขนมเบื้อง ใช้กระทะท้องแบนตั้งไฟอ่อน ใช้ที่ละเลงขนมเบื้องจุ่มแป้ง และละเลงแป้งลงในกระทะเป็นวงกลม รอจนแป้งสุกแห้งก็ใส่ไส้ได้เลย ตักครีมที่เราทำไว้เมื่อสักครู่มาปาดลงแป้งบนกระทะ เมื่อไส้ครีมสุกจะมีลักษณะแห้ง เปลี่ยนเป็นสีขาวฟูขึ้น ตอนนี้เราก็สามารถใส่ฝอยทองลงไปบนครีม เมื่อสังเกตเห็นว่าขอบแป้งเริ่มเปลี่ยนสี ใช้เกรียงแซะขอบแล้วพับครึ่ง ตักพักบนตะแกรงให้เย็นตัว

2. ขนมปุยฝ้าย

ส่วนผสม

แป้งเค้ก 1½ ถ้วย
ไข่เป็ด 2 ฟอง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำ 4 ช้อนโต๊ะ
วานิลลา1 ช้อนชา
สีผสมอาหาร2-3 สี
วิธีทำ

ลักษณะของขนมจะมีความปุย นุ่ม ฟูเหมือนดอกฝ้าย จึงเป็นที่มาของชื่อขนมชนิดนี้ และยังนิยมใช้ในงานมงคลต่างๆ อีกด้วย คนสมัยก่อนเชื่อกันว่า หากได้กินขนมปุยฝ้ายจะทำให้ชีวิตเฟื่องฟูเหมือนตัวขนม ส่วนกรรมวิธีการทำก็ไม่ยาก ใครอยากทำขายลองมาดูวิธีทำที่เรานำมาฝากเลยค่ะ

ขั้นตอนแรก นำไข่เป็ดมาตีให้ขึ้นฟู จากนั้นค่อยๆ ใส่น้ำตาลทีละน้อย ตีต่อไปจนตัวไข่ติดที่ตีและไม่หยด ใส่แป้งลงไปทีละนิด ใช้พายตลบให้ส่วนผสมเข้ากัน แล้วเริ่มใส่ของจำพวกน้ำ น้ำมะนาว และกลิ่น วานิลลา ใส่สลับกับแป้งจนหมดค่ะ

เมื่อได้ตัวแป้งแล้ว แบ่งส่วนผสมของแป้งออกเป็นส่วนๆ หยดสีผสมลงไป หลังจากผสมสีเสร็จ ให้ทำการตักแป้งหยอดใส่กระทงกระดาษที่รองด้วยพิมพ์เหล็กอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะได้ประคองตัวแป้งให้คงรูปไว้นั่นเอง จัดการใส่ให้เต็มกระทงเลยนะคะ

เมื่อหยอดเสร็จแล้วให้นำไปวางเรียงในซึ้ง พยายามวางพิมพ์กระจายให้ทั่ว เพื่อให้ไอน้ำสามารถผ่านรูขึ้นมาได้ ซึ่งจะทำให้หน้าขนมแตกลายสวยนั่นเองค่ะ ปิดฝานำขึ้นตั้งไฟ นึ่งเป็นเวลา 15-20 นาทีก็เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ

3.ขนมครก

ส่วนผสมตัวแป้ง

แป้งข้าวเจ้า 1¼ ถ้วย
ข้าวสุก 1/3 ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/8 ถ้วย
เกลือสมุทร 1 ช้อนชา
น้ำปูนใส ¼ ถ้วย
หัวกะทิ 1 ถ้วย
หางกะทิ ½ ถ้วย
ส่วนผสมหน้าขนมครก

ต้นหอมซอย
เมล็ดข้าวโพด
น้ำมันพืช (สำหรับทาหลุมขนมครก)

ส่วนผสมหน้ากะทิ

หัวกะทิ ¾ ถ้วย
น้ำตาลทราย 1/8 ถ้วย
เกลือสมุทร ¼ ช้อนชา
แป้งข้าวเจ้า ½ ช้อนโต๊ะ
วิธีทำ

แต่เดิมขนมครกมีลักษณะเป็นหน้ากะทิธรรมดา โรยผักหั่นชิ้นเล็กๆ เป็นหน้าหวาน ซึ่งปัจจุบันมีการโรยหน้าด้วยอย่างอื่นเพิ่มเติม เช่น ข้าวโพด เผือก เป็นต้น ขนมครกที่ดีแป้งด้านนอกต้องกรอบ และร่อนออกจากพิมพ์ เนื้อในฉ่ำด้วยกะทิกำลังดี

มาเริ่มกันที่ขั้นตอนการทำหน้าขนมครกเลยดีกว่าค่ะ นำส่วนผสม แป้งข้าวเจ้า ข้าวสุก น้ำตาลทราย เกลือสมุทร น้ำปูนใส หัวกะทิ และหางกะทิ เข้าเครื่องปั่นจนละเอียดเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นเทใส่ภาชนะ วางพักไว้ประมาณ 15-20 นาที

ถัดมาเป็นการทำหน้ากะทิค่ะ ผสมหัวกะทิ น้ำตาลทราย และเกลือสมุทรเข้าด้วยกัน คนจนน้ำตาลทรายละลาย ค่อยๆ ใส่แป้งข้าวเจ้าตามลงไป คนให้ละลายเข้ากันแล้วพักไว้

นำเบ้าขนมครกขึ้นตั้งไฟให้ร้อน ใช้ไฟกลาง ทาน้ำมันให้ทั่วหลุม ตักแป้งหยอดลงไปประมาณ 3/4 ของหลุม พอแป้งเริ่มเซ็ตตัว ตักส่วนผสมหน้ากะทิหยอดทับกะทิลงไปให้เต็ม ปิดฝารอให้แป้งเริ่มสุก เมื่อสุกได้ที่ให้เปิดฝาโรยหน้าด้วยข้าวโพด และต้นหอมซอย ทิ้งไว้สักครู่จึงใช้ช้อนแคะขนมออกจากเบ้า

4.ขนมบ้าบิ่น

ส่วนผสม

มะพร้าวอ่อนขูด 2 ถ้วยตวง
น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
แป้งข้าวเหนียว 2 ถ้วยตวง
ไข่เป็ด 1 ฟอง
น้ำลอยดอกไม้ ½ ถ้วยตวง
น้ำมันสำหรับทาถาด

วิธีทำ

ขนมบ้าบิ่นชิ้นเล็กพอดีคำ เมื่อกัดเข้าไปคำแรกก็หอมกลิ่นของมะพร้าว เหนียวหนึบกำลังดี ส่วนประกอบหลักของขนมไทยนี้มี แป้ง มะพร้าว และน้ำตาล หากได้ทดลองทำแล้วจะรู้ว่าขั้นตอนนั้นไม่ยากเลยค่ะ

ก่อนอื่นนำแป้งข้าวเหนียว น้ำตาลทราย และไข่นวดผสมให้เข้ากัน จากนั้นใส่มะพร้าวขูด และค่อยๆ เทน้ำลอยดอกไม้ลงไปผสมให้เข้ากัน เท่านี้เราก็จะได้ตัวขนมบ้าบิ่นแล้วค่ะ

ต่อมาให้ยกส่วนผสมทั้งหมดขึ้นตั้งไฟ กวนทั้งหมดให้ข้นขึ้น เตรียมถาดทาด้วยน้ำมัน เทส่วนผสมที่ได้ลงถาด นำไปอบ 180-190 องศาเซลเซียส ประมาณ 40-45 นาที หรือจนหน้าขนมเหลือง เมื่อครบกำหนดเวลา ให้อบต่อรอบสองอีกสักพัก เสร็จแล้วนำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น ตัดเป็นชิ้นๆ

5.ขนมกล้วย

ส่วนผสม

กล้วยน้ำว้าสุกงอม500 กรัม
แป้งข้าวเจ้า100 กรัม
แป้งมัน90 กรัม
แป้งท้าวยายม่อม80 กรัม
กะทิ300 กรัม
น้ำตาลทราย150 กรัม
น้ำตาลปี๊บ70 กรัม
เกลือป่น1 ช้อนชา
มะพร้าวขูดขาว70 กรัม
มะพร้าวทึนทึก (มะพร้าวกลางอ่อนกลางแก่) ขูดเป็นเส้น70 กรัม
วิธีทำ

ขนมไทยพื้นบ้านที่หลายคนรู้จักกันดี มีส่วนผสมหลักเป็นกล้วยน้ำว้า ผสมกับแป้งข้าวเจ้า นวดกับกะทิ และน้ำตาล ออกมาเป็นขนมรสชาติหวานอร่อย กลิ่นหอม วัตถุดิบก็หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ขั้นตอนการทำก็แสนง่าย สามารถนำมาทำขายเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วยนะคะ

เริ่มจากนำกล้วยน้ำว้าสุกงอมมาปอกเปลือก ใช้มือขยำ หรือใช้ส้อมบดจนเนื้อกล้วยละเอียด จากนั้นให้ทำการผสมแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน และแป้งท้าวยายม่อมให้เข้ากัน เติมกะทิเล็กน้อย นวดให้แป้งละลาย เติมน้ำตาลทราย น้ำตาลปี๊บ และเกลือ นวดต่อจนกระทั่งน้ำตาลละลาย เติมกะทิต่อจนหมด และใส่มะพร้าวขูดขาวลงไป ผสมให้เข้ากัน ตักส่วนผสมหยอดลงในพิมพ์ โรยหน้าด้วยมะพร้าวทึนทึกขูดเส้น นำไปนึ่งในลังถึงที่ตั้งน้ำเดือด ใช้ไฟแรง ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที เสร็จแล้วยกลงมาพักให้เย็น แกะออกจากพิมพ์ กินได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรบ้างคะกับสูตรขนมไทย 5 ชนิดที่เรานำฝากกันในวันนี้ รับรองเลยว่าทุกเมนูสามารถสร้างรายได้เสริม หรือเป็นอาชีพหลักให้กับคุณได้อย่างแน่นอน ลองนำสูตร ขนม เหล่านี้ไปประยุกต์ใช้กับสูตรลับเฉพาะของคุณดูสิคะ ไม่แน่ว่าอาจเป็นที่ติดอกติดใจของลูกค้าก็ได้นะ





Comments are Closed